ยินดีตอนรับสมาชิคใหม่และเก่าทุกท่านคับ

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search

Latest topics
» [b]กระเกียมีปัญหา หมุดได้รอบตัว เกียไปค้างอยู่เกียสี่กลับเกือบไม่ถึงบ้าน[/b]
Tue 19 Jul 2016, 6:40 pm by CHAIUDON

» สมาชิกเก่าเข้ามารายงานตัวครับ
Tue 19 Jul 2016, 6:10 pm by CHAIUDON

» รายงานตัวครับ
Wed 25 Nov 2015, 11:46 am by enta

» ปัญหา Mechatronic ของ เกียร์ DSG
Wed 18 Nov 2015, 2:33 pm by tunnnnnn

» ผมซื้อ skoda yeti มา เมื่อ 22ธันวาคม 2555 ยังเปลี่ยนป้ายขาวไม่ได้เลยครับ
Mon 12 Oct 2015, 1:39 am by tunnnnnn

» แร็คพวงมาลัย + ปั้มโซล่า skoda fabia 6y 1.9 sdi
Fri 02 Oct 2015, 4:26 pm by Thenu

» 2003 SKODA Fabia 1.9TDI ดีเซล เทอร์โบ1900ccเกียร์ธรรมดาเครื่องดีสีสวยช่วงล่างแน่นพร้อมใช้ทุกอย่างราคาสุดคุ้ม145000
Tue 29 Sep 2015, 9:06 am by tanuspon

» ถ้า ติดฟิลม์บานหน้า 60 ขับกลางคืนจะมองเห็นชัดไหม
Sun 30 Aug 2015, 8:53 pm by chaiyo518

» Skoda octavia van ค่า manternance แพงงมากไหมครับ
Sun 30 Aug 2015, 8:51 pm by chaiyo518

Affiliates
free forum


You are not connected. Please login or register

Skoda YETI 1.2 TSI Review Part II

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

1 Skoda YETI 1.2 TSI Review Part II on Thu 07 Jul 2011, 7:55 am

aunninho


สโกด้าน้องใหม่
สโกด้าน้องใหม่
Review Part II












การพับเบาะนั้น สามารถพับแค่พนักพิง จนด้านหลังของพนักพิงนั่นละ กลายเป็นพื้นห้องเก็บของ ต่อเนื่องไปยัง พื้นห้องเก็บของด้านหลังรถได้ หรือว่าจะยกชุดเบาะหงายขึ้นมาก็ได้ ดังนั้น จะถือว่า สามารถพับเบาะจนแบนราบต่อเนื่องกับพื้นห้องเก็บของด้านหลัง ก็ย่อมได้เช่นกัน

ฝาประตูท้าย เปิดได้จากทั้ง รีโมทกุญแจ หรือ สวิชต์กลอนไฟฟ้าเหนือป้ายทะเบียนหลัง ช่องทางเข้าค่อนข้างใหญ่โต (อันที่จริง ขอบยางรอบกรอบประตุห้องเก็บของด้านหลัง ออกจะไม่เรียบร้อยอยู่นิดนึงนะเนี่ย?)

กระจกบังลมหลัง มีใบปัดน้ำฝนให้ และมีไล่ฝ้าไฟฟ้ามาให้ ส่วนด้านใต้กันชนหลัง มีแผงปิดกันกระแทกมาให้ตกแต่งไว้เพื่อความสวยงามเป็นหลัก





ห้องเก็บของด้านหลังมีขนาด 416 ลิตร เมื่อยังไม่ได้พับเบาะแถวหลังลง แต่ถ้าพับหรือถอดชุดเบาะหลังออกทั้งหมดแล้ว จะมีพื้นที่ห้องเก็บของเพิ่มขึ้นมากถึง 1,760 ลิตร ตามมาตรฐาน VDA เยอรมัน ออกแบบมาได้อเนกประสงค์มากๆ รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่จะขนจักรยานไปเที่ยว หรือขนน้องหมาพร้อมกรงขนาดยักษ์ไปหาหมอ หรือจะยกโขยงคนทั้งบ้านไปเที่ยวก็ย่อมได้





พื้นห้องเก็บของด้านหลัง มียกขึ้นมา จะเป็นที่อยู่อาศัยของยางอะไหล่ และช่องเก็บเครื่องมือต่างๆ ริมผนังห้องเก็บของ แถวๆ ซุ้มล้อ จะมีตะขอเกี่ยวยึดสำหรับขึงเชือกตรึงสัมภาระเอาไว้ Yeti เป็นรถที่มีขอยึดเกี่ยวแบบนี้ ค่อนข้างเยอะมาก และให้มาครบ ในตำแหน่งที่จำเป็นต่อการใช้งานพอดี แถมยังมีช่องเสียบต่อไฟ12V สำหรับเสียบชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆได้อีกด้วย

เรื่องเดียวที่อยากติ ในหัวข้อนี้คือ เสียงของโฟมที่คุณเห็นอยู่นี้ เสียดสีกันจนน่ารำคาญใช้ได้เลยทีเดียวมันเหมือนเสียงของแมลงสาบกำลังมี sex หมู่ กันไม่มีผิด! ถ้าอยากจะแก้ปัญหา ก็ต้องยกโฟมชิ้นนี้ลงจากรถและคุณก็อาจจะสูญเสียช่องเก็บของไปนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ถ้ามันจะทำให้การเดินทางของคุณ สงบสุขมากขึ้น






แผงหน้าปัดถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย จัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่ค่อนข้างจะเหมาะสม ยกเว้นสวิชต์เครื่องปรับอากาศ climatronic แบบแยกฝั่งได้ ซ้าย - ขวา จากโรงงาน ที่อยู่ในตำแหน่งเตี้ยไปหน่อยแผงบังแดด ไม่มีไฟแต่งหน้ามาให้ เพราะอันที่จริง ไฟอ่านแผนที่ ด้านบน เหนือกระจกมองหลัง ก็สว่างเพียงพอแล้วสหรับการแต่งหน้าในยามค่ำคืน ใกล้กันนั้น มีช่องเก็บแว่นตามาให้ พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านหน้าตาคุ้นๆ เหมือนพบเจอได้ในรถยนต์ Skoda รุ่นอื่นๆ ในรุ่น Ambiente พวงมาลัยจะหุ้มหนังมาให้ มีขนาดกำลังดี จับกระชับมือ แถมยังสามารถปรับระดับ สูง - ต่ำ หรือ ปรับระยะใกล้ - ห่างจากผู้ขับขี่ได้ครบพอดี

กระจกหน้าต่าง เลื่อนเปิด - ปิดได้ ด้วยสวิชต์ไฟฟ้า พร้อมระบบ One Touch ครบทั้ง 4 บาน แม้ว่าหน้าต่างประตูคู่หลัง จะเอาลงได้เพียงแค่ครึ่งเดียว อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นก็ตาม ส่วนกระจกมองข้างปรับด้วยสวิชต์ไฟฟ้า พร้อมไล่ฝ้ามาให้ในตัสว แต่การปรับตำแหน่ง เหมือนกับ Golf GTi และ Scirocco คือ ถ้าคุณดันสวิชต์ไปทางซ้าย กระจกจะเอียงตัวกลับด้าน มาทางขวา ต้องศึกษากันให้ดีๆ และทำความเข้าใจก่อนจะใช้งานกันนะครับ พิลึกดีจริงๆรถค่าย VW เนี่ย





แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นข้อความปรับปรุงของ Yeti อยุ่ที่ การออกแบบแผงหน้าปัด "ทั้งหมด" ให้เงยขึ้นกว่าที่พบได้ในรถทั่วไป หรือแม้แต่จะเงยขึ้นมากกว่า Skoda Superb ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ ยังรวมถึงชุดมาตรวัดด้วยที่แม้จะติดตั้งในตำแหน่งเหมาะสม แต่องศาของมัน เงยขึ้นข้างบนมากเกินไป หมายความว่า ถ้าอยากจะปรับตำแหน่งให้สามารถอ่านชุดมาตรวัดได้ชัดเจน นอกจากคุณควรจะเป็นคนตัวสูงสักหน่อยแล้ว คุณยังจะต้องพยายามปรับตำแหน่งพวงมาลัย กับเบาะให้สัมพันธ์กัน ไม่ให้ขอบด้านบนของพวงมาลัย ไปบดบังชุดมาตรวัด ซึ่งบอกเลยว่า ปรับยาก และถ้าปรับได้ลงตัวแล้ว หากมีใครมาปรับตำแหน่งผิดเพี้ยนไปจากเดิม การจะปรับให้กลับไปอยุ่ในตำแหน่งเดิมก่อนหน้านี้ อาจทำให้คุณหงุดหงิดได้อยู่เหมือนกัน แถมยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผมด้วย ที่จะปรับตำแหน่งเบาะนั่งให้ลงต่ำที่สุดไปพร้อมกับการปรับตำแหน่งพวงมาลัยให้เหมาะสม และไม่บังมาตรวัด ผลก็คือ พวงมาลัยที่เหมาะสมกับสรีระตำแหน่งขับของผม ต้องเงยกว่าการขับรถปกติทั่วไป นิดนึง ซึ่ง แม้จะบอกว่า ขับไปสักพักเดี๋ยวก็คุ้นชินเอง แต่ผมว่า มันก็ไม่ใช่เรื่องนะ ที่คนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับรถดูเหมือนว่า วิศวกรชาว เชค จะให้ความใส่ใจ กับคนตัวสูงที่ขึ้นมาขับรถคันนี้ มากกว่าคนตัวเตี้ย นั่นจึงทำให้ รถคันนี้เหมาะกับคนตัวสูงขับ มากกว่าคนตัวเตี้ยขับ ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากไปยัง Skoda ก็คือคราวต่อไป ขอความกรุณา ศึกษาเรืองสรีระของคนเอเซีย ควบคู่กันไปด้วย ชุดมาตรวัด ควรจะมีตำแหน่งมุมเอียงซึ่งเหมาะสม กับคนทุกเพศทุกวัยมากกว่านี้





อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ลักษณะของการวางตัวเลขความเร็ว และรอบเครื่องยนต์ บนมาตรวัด ซึ่ง แม้จะดูคล้ายกับรถยนตือเมริกัน อย่าง Chevrolet หลายๆรุ่น ไม่เว้นแม้แต่ Chevrolet Cruze ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ใครกันหนอ ที่อดุตริคิดได้ว่า ตัวเลขแบบนี้ สะดวกต่อการอ่าน ทั้งที่ความจริงหนะ มันไม่ใช่เลยตั้งตัวเลขให้มันอยู่ในแนวตรง และเลือกใช้ฟอนท์ตัวเลข ที่อ่านง่ายสบายตากว่านี้ ก็ยังสามารถออกแบบให้ชุดมาตรวัดดูหรูหราไม่แพ้กันนี้ได้ เพียงแต่ ต้องคิดและทำการบ้านให้เยอะกว่านี้อีกนิดนึง เพราะเรื่อง
การเลือกใช้แสงและโทนสี ในยามค่ำคืนนั้น ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว

ตรงกลาง มีจอ Multi Information System แสดงข้อมูลของทั้ง ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลือพอให้รถแล่นได้ต่อไป อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย กับแบบ Real Time อุณหภูมินอกรถ มี Tip Meter นาฬิกาไฟบอกตำแหน่งเกียร์มาให้ ถ้าต้องการเปลี่ยนเมนู หรือปรับตั้ง ให้กดปุ่ม สี่เหลี่ยม ที่ฝั่งซ้ายล่างของมาตรวัดรอบ แต่ถ้าต้องการตั้งค่า Set 0 ใหม่หมด ให้กดปุ่มที่ฝั่งขวาล่างของมาตรวัดความเร็ว มีมาตรวัดน้ำมันมาให้ที่ฝั่งขวา และมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นมาให้ที่ฝั่งซ้าย

ถ้าจะปรับตั้งข้อมูล หรือเรียกดูข้อมูลบนหน้าจอ ตามเมนูที่มี ให้มองไปที่ก้านสวิชต์ใบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ จะมีปุ่มกดแบบขึ้นลง อยู่ด้านข้าง นั่นละครับ เรียกดูข้อมูลได้จากปุ่มนั้น





ด้านบนของแผงควบคุมกลาง มีช่องวางของ ซึ่งเหมาะมาก สำหรับการวางกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์หรือสารพัดข้าวของจุกจิกต่างๆ ตำแหน่งสวิชต์ไฟฉุกเฉิน อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างช่องแอร์กลาง และมีสัญลักษณ์ แสดงการทำงานของถุงลมนิรภัยฝั่งซ้ายให้ดูด้วย

เครื่องเสียงที่ติดตั้งมาจากโรงงาน เป็นวิทยุ AM/FM แบบ Blues พร้อมเครื่องเล่น CD 1 แผ่น ในรุ่น Classic มีลำโพงมาให้ 4 ชิ้น แต่ในรุ่น Ambiente มีลำโพงมาให้ 8 ชิ้น คุณภาพเสียงที่ออกมา ถือว่าเสียงเบสอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีมิติ แต่เสียงใส ต้องทำใจ เหมือนกับเครื่องเสียงจากรถยนต์ยุโรปทั่วไป(ที่ไม่ใช่ Volvo) นั่นคือ เสียงใส แม้ว่าจะใสแล้ว แต่ยังไม่เคลียร์ หรือชัดเจนมากนัก

ใต้วิทยุ เป็นช่องวางของ ในกรณีที่สั่งติดตั้งชุดเครื่องเสียงแบบ Full Scale จากโรงงาน แบบ 2 DIN ช่องว่างก็จะหายไป แต่ในรถคันนี้ วิทยุเป็นแบบ 1 DIN จึงมีช่องว่าง พร้อมถาดยางกันลื่น ที่มีขนาดใหญ่พอจะจุกล่อง CD ได้ 4-5 กล่องแบบพอดีๆ

ถัดลงมาจากเครื่องปรับอากาศ Climatronic (มีเฉพาะรุ่น Ambiente ที่เห็นอยู่นี้เท่านั้น) จะเป็นสวิชต์ สั่งเปิด - ปิด การทำงานระบบควบคุมเสถียรภาพอัตโนมัติ ESP แล้วก็เป็นช่องใส่ของขนาดเล็ก วางกระเป๋าสตางค์ได้อีกเช่นกัน





ลิ้นชักเก็บของ ณ แผงหน้าปัดฝั่งซ้าย มีขนาดใหญ่พอประมาณ สำหรับใส่เอกสารประจำรถ คู่มือ เอกสารประกันภัยใหญ่พอให้ใส่ปืนสั้นขนาดเล็กสักกระบอกนึง แต่ถ้ายกข้าวของทั้งหมดข้างบนนี้ออก มันเป็นที่อยู่อาศัยอย่างดี ของลูกสุนัข พันธุ์เล็กทั้งหลาย

แถมยังมีสวิชต์สั่ง เปิด - ปิด การทำงานของถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารตอนหน้ามาให้ด้วย จำเป็นนะครับ สำหรับใครที่ต้องใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก แบบพิงกับแผงหน้าปัด ไม่เช่นนั้น หากเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมฯจะระเบิดกางจน เด็กเสียชีวิตได้ เขาเลยมีระบบป้องกันมาให้อย่างที่เห็น ตามข้อกฎหมายของทางยุโรปเขาละ





มองไปทางด้านข้างลำตัว จะมีทั้งช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง ช่องเสียบจ่ายไฟขนาด 12 V และสวิชต์ล็อกหรือปลดล็อก
ประตูทั้ง 4 บานมาให้ ความเก๋หนะ มันอยู่ที่ว่า ถ้าคุณสั่งล็อก กดปุ่มที่รูปกุญแจ จะมีไฟสีอัพันสว่างขึ้นมา แสดงว่ารถ
ล็อกประตูให้คุณแล้ว แต่ถ้ากดปุ่มรูปรถเปิดประตู ไฟดังกล่าว จะดับลง และเหลือไว้แต่สีเขียวนวล

พนักวางแขน สามารถเลื่อนขึ้นหน้า - ถอยหลังได้ และยกปรับระดับสูง - ต่ำได้ แต่ต้องใช้วิธีค่อยๆ ยกขึ้นทีละจังหวะ แบบเดียวกับที่คุณน่าจะเคยเจอใน Mitsubishi Lancer Cedia เมื่อนานมาแล้ว เมื่อยกขึ้นมา จะเห็นช่องใส่ของขนาดพอประมาณ พร้อมกับช่องเสียบ AUX เชื่อมกับวิทยุติดรถยนต์ได้ เผื่อใครจะเอา iPod มาเสียบฟังขณะขับรถ

อีกเรื่องที่อยากจะชมเชยคือ ความใส่ใจในรายละเอียดของการตกแต่ง รถรุ่นนี้ ไม่เว้นแม้แต่เข็มขัดนิรภัย ยังมีการหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่ เพื่อป้องกันไม่ให้ เสียงของตัวล้อกเข็มขัด ไปกระทบโดนแผงคอนโซลด้านข้าง จนก่อให้เกิดเสียงดังน่ารำคาญ เห็นแล้วนึกถึง รถยุโรปชั้นดีหลายรุ่น ไปจนถึง Nissan 350Z กันเลยทีเดียว





และที่พิเศษกว่า SUV หลายๆรุ่นในตลาดบ้านเราตอนนี้คือ Yeti ถือเป็น รถยนต์ตรวจการระดับราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท รุ่นแรก ที่มีหลังคากระจก Panoramic Glass Roof ติดตั้งมาให้ในรุ่น Ambiente โดยเป็นหลังคากระจก เปิด - ปิดได้ด้วยสวิชต์หมุนไฟฟ้า ตรงแผงสวิชต์ไฟอ่านหนังสือ และไฟในห้องโดยสาร นั่นละครับ ถ้ากลัวร้อน มีม่านไฟฟ้า สีเดียวกับเพดานหลังคารถ เลื่อนเปิด - ปิด ได้ ด้วยสวิชต์ แบบ One Touch พร้อมระบบดีดกลับอัตดนมัติ เมื่อมีสิ่งกีดขวาง หรือ jam Protection เช่นเดียวกับกระจกหน้าต่างไฟฟ้าทั้ง 4 บาน! ส่วนไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร มีให้เห็นตามรูปนี่ละครับ รวม 4 ตำแหน่ง มีมือจับยึดมาให้ครบ เหนือประตูทั้ง 4 บาน แถมเพดานยังบุด้วยผ้าอย่างดีเรียกได้ว่า ออพชันในห้องโดยสารนี่ คุณโต กับคุณตี้ แกจัดมาค่อนข้างเต็มพิกัดกันเลยทีเดียว





ทัศนวิสัยจากตำแหน่งคนขับของ Yeti นั้น มาในแนวโปร่ง โล่งสบาย ด้านหน้า มองเห็นทางชัดเจนดี แม้ว่าคุณจะปรับตำแหน่งเบาะให้กดลงต่ำสุด เหมือนอย่างที่ผมทำอยู่ในรูปนี้แล้วก็ตาม ด้านหน้า ถือว่า คุณผู้หญิงหลายๆคนน่าจะชอบ รถที่มองทางข้างหน้าเห็นได้ประมาณนี้ และตัวรถก็ไม่สูงจนเกินไป




เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา ถึงจะหนา แต่ก็ไมได้บดบังทัศนวิสัย ขณะเลี้ยงโค้งขวา บนถนน 2 เลนสวนกันมากนัก กระจกมองข้าง พับด้วยมือ (แบบเดียวกับ Lancer EX รุ่นก่อนปรับโฉม และ Prius นั่นละ) หากมองในฝั่งขวาก็จะเห็นรถที่แล่นสวนมาชัดเจนดี การออกแบบพยายามจะลดปัญหาเสียงลมให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในรถคันที่เราทดลอง อาจยังมีเสียงลมเล็ดรอดเข้ามาเล็กๆ ในช่วงความเร็วปกติ และเสียงลมจะเริ่มดังขึ้น ในช่วงความเร็ว 130 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไปที่ด้านบนของขอบประตูฝั่งซ้าย





เสาหลังคา A-Pillar ฝั่งซ้าย ถือว่า การออกแบบให้เสาหลังคา ล้ำไปข้างหน้า นิดนึง ในกรณีของ Yeti นอกจากจะทำให้ภายนอกรถดูสมสัดส่วนแล้ว ยังลดปัญหา การบดบังของเสาหลังคา ขณะผู้ขับขี่เลี้ยวกลับรถไปได้พอสมควรไม่พบการบดบังตอนเลี้ยวกลับรถแต่อย่างใด

ส่วนกระจกมองข้างฝั่งซ้ายนั้น ขอบล่างฝั่งซ้าย จะโดนกรอบพลาสติกเบียดบังพื้นที่ เข้ามาที่มุมล่างนิดหน่อย ซึ่งเสียพื้นที่การมองเห็นรถจากด้านข้างไปบ้างนิดหน่อยเหมือนกันอย่างน่าเสียดาย





แต่ที่น่าชมเชยคือ การออกแบบกระจกหน้าต่าง ให้มีแนวเส้นด้านข้างเรียบตรง ทำให้ทัศนวิสัยรอบคัน ดูโปร่งตาและลดโอกาส การเกิดอุบัติเหตุ จากการถอยหลัง หรือ จากการมองเห็นรถคันที่พุ่งเข้ามาทางด้านฝั่งซ้ายไปได้มากแม้ว่าจะยกพนักศีรษะขึ้นมาใช้งาน ก็มีการบดบังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จุดนี้ถือว่า ออกแบบมาได้ดีมากๆ ภาพรวมของทัศนวิสัยใน Yeti ถือว่า ค่อนข้างโปร่งตามากๆ และจุดบอด หรือ จุดอับสายตาค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับ SUV ในพิกัดเดียวกันคันอื่นๆ





********** รายละเอียดทางวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ในต่างประเทศ Yeti มีเครื่องยนต์ให้เลือกมากถึง 10 ขนาด โดยเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นมาและใช้ร่วมกันกับ Volkswagen ทั้งสิ้น ม่ว่าจะเป็นแบบเบนซิน 1.2 TSI 105 แรงม้า (PS) 1.4 TSI 122 แรงม้า (PS) และรุ่น 1.8 TSI 160 แรงม้า (PS) มี 2 เวอร์ชัน ขณะที่รุ่น Diesel จะมีให้่เลือกทั้งขนาด 1.6 TDI GreenLine 105 แรงม้า (PS) กับ 2.0 TDI Common-Rail เทอร์โบแปรผัน ซึ่งมี 5 เวอร์ชัน ตั้งแต่ 110 140 และ 170 แรงม้า (PS) ซึ่งแทบทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ DOHC 16 วาล์ว แล้วทั้งสิ้น และมีระบบขับเคลื่อนให้เลือกทั้งแบบ ขับล้อหน้าหรือขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4





แต่เวอร์ชันไทยของ Yeti ในช่วงแรกที่มีการนำเข้ามานี้ อาจจะไม่สามารถเลือกรุ่นย่อยเข้ามาทำตลาดได้สะดวกมากนัก ด้วยความพยายามเจรจาของทางผู้จำหน่ายในบ้านเรา ก็เลยได้ฤกษ์ เปิดตัวกันด้วยเครื่องยนต์เบนซิน รหัส CBZB บล็อก 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว 1,197 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 71.0 x 75.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์

ครับ เขียนไม่ผิดหรอก 8 วาล์ว!! ไม่ใช่ 16 วาล์ว!! และยังใช้ระบบขับวาล์วแค่ SOHC ไม่ใช่ DOHC ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า ทำไม Volkswagen และ Skoda ถึงยังเอาพวกเครื่องโบราณๆ 8 วาล์ว กลับมาทำขายใหม่อีกก็จริงอยู่

แต่สิ่งที่น่าจะลองคิดในทางกลับกันก็คือ แสดงว่ามันน่าจะมีอะไรดีอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้น พวกวิศวกรเยอรมันก็คงไม่นำกลับมาปรับปรุงแล้วขายกันใหม่หรอก ต้องไม่ลืมว่า ยุคนี้ กำลังเป็นช่วงเวลาที่ ผู้ผลิตรถยนต์แทบจะทุกรายในโลก เริ่มคิดว่า ทำอย่างไร ให้เครื่องยนต์ มีขนาดเล็กลง เพื่อให้ประหยัดเชื้อเพลิงลง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้น้อยลง แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องรีดกำลังทั้งแรงม้า และแรงบิด ออกมาได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเครื่องยนต์แบบเดิม ที่มีความจุกระบอกสูบเยอะกว่า





ทำไม สามารถผลิตกำลังออกมาได้ขนาดนี้ เหตุผลนั้น ก็เพราะมีการปรับปรุงเครื่องยนต์บล็อกนี้ บนพื้นฐานของเครื่องยนต์รหัส EA111 หลายประการ โดยมุ่งเน้นไปที่ วิธีลดแรงเสียดทานในกระบอกสูบ และชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งใช้วัสดุน้ำหนักเบาที่สุด แต่ต้องแข็งแรงและทนทาน เมื่อเทียบกับต้นทุนในการพัฒนา

เสื้อสูบทำจากอะลูมีเนียม พร้อมกับออกแบบให้ท่อทางเดินน้ำมันหล่อลื่นขึ้นใหม่ เพลาข้อเหวี่ยงถูกออกแบบโดย Computer Simulation ลดเส้นผ่าศูนย์กลางลงไปได้ 42 มิลลิเมตร ชุดเพลาราวลิ้นเดี่ยวเหนือฝาสูบ ถูกปรับปรุงให้มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาลง และมีการนำเทคโนโลยี ฉีดจ่ายเชื้อเพลิง ตรงเข้าห้องเผาไหม้ Direct Injection
มาใช้งาน เป็นครั้งแรกในโลก สำหรับเครื่องยนต์แบบเบนซิน 2 วาล์ว/สูบ โดยปรับปรุงระบบหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ Multi-point Fuel Stratified Injection ควบคุมด้วยสมองกลจาก SIEMENS ให้เอื้อต่อการฉีดจ่ายเชื้อเพลิงได้เป็นละอองฝอยกว่าเดิม ทำงานร่วมกับวาล์วควบคุมแรงดันสูง

นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งแถมยังพ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharger มาให้จากโรงงาน โดยยกระบบ Oil Cooler มาจาก เครื่องยนต์ 1.4 TSI เวอร์ชัน 90 กิโลวัตต์ ในรถรุ่นสูงกว่า ของ VW Group มาใช้ และติดตั้ง ระบบ Electronics Wastegate มาให้ เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดโอกาสเกิดอาการ Back Pressure ในระบบลงได้





พละกำลังสูงสุด จึงสูงกว่าเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน คือพุ่งไปเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร แบบมาตรฐาน เมื่อสักหลายปีก่อน นั่นคือ 105 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด มากถึง 175 นิวตันเมตร หรือ 17.83 กก.-ม. ที่รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,550 - 4,100 รอบ/นาที ดูตัวเลขแรงบิดแล้ว แอบชวนสงสัยว่า ตกลงแล้วนี่เครื่องยนต์เบนซินแน่เหรอ ทำไมแรงบิดสูงสุด มันมาถึงในรอบต่ำ แถมยังมาแบบ Flat Torque เหมือนเครื่องยนต์ Diesel Turbo ใน Toyota Hilux VIGO เลยแหะ?





ในเมืองนอก เครื่องยนต์ 1.2 TSI จะพ่วงกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ แต่สำหรับเวอร์ชันไทย จะติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Dual Clutch DSG รุ่น DQ7 มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นเกียร์ที่เริ่มออกสู่ตลาดมาตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2007 โดยนำมาใช้เป็นครั้งแรกกับ Volkswagen Golf และ Golf PLUS เมื่อเดือน
กุมภาพันธ์ 2008





จุดเด่นของเกียร์ลูกนี้ ก็คือการใช้ชุดคลัชต์แบบคู่ แถมยังไม่ใช้คลัชต์แบบเปียก แต่ใช้คลัชต์แบบแห้ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในโลกด้วย ที่มีการนำเทคโนโลยีคลัชต์แห้งมาใช้กับเกียร์คลัชต์คู่ สำหรับรถยนต์เพื่อการทำตลาดจริง เกียร์ลูกนี้ รองรับแรงบิดสูงสุดได้มากถึง 250 นิวตันเมตร

เกียร์ลูกนี้ มีอัตราทดเกียร์ ดังนี้
เกียร์ 1 3.76
เกียร์ 2 2.27
เกียร์ 3 1.53
เกียร์ 4 1.12
เกียร์ 5 1.18
เกียร์ 6 0.95
เกียร์ 7 0.80
เกียร์ R 4.17
อัตราทดเฟืองท้าย 4.438 / 3.227 / 4.176





ตัวเลขจากโรงงานระบุว่า รุ่นเกียร์ธรรมดา อัตราเร่ง 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ 11.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 175 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติเคลมตัวเลข 0 - 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 12 วินาที ส่วน ความเร็วสูงสุด อยู่ที่ 173 กิโลเมตร/ชั่วโมง คำถามก็คือ แล้วเมื่อมาเจอสภาพถนน สภาพน้ำมัน กับสภาพอากาศในไทยตัวเลขที่ออกมาจะด้อยลงไปมากน้อยแค่ไหน เราจับเวลากัน ด้วยมาตรฐานเดิม คือ ใช้เวลากลางคืน เปิดแอร์เปิดไฟหน้า นั่ง 2 คน ผมกับ ตา Nick Lecter the Ripper คุณผู้อ่านที่มาช่วยเราทดลองรถบ่อยขึ้นในระยะหลัง มานี้ โดยคนขับ หนัก 95 กิโลกรัม ตา Nick หนัก 69 กิโลกรัม ผลที่ออกมา เมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ตามการจัดประเภทแบบสากล ซึ่งคงต้องเทียบกับ Honda CR-V ตัวเลขมีดังนี้









ทันทีที่ขึ้นรถ ผมให้น้องนิคทายเอาไว้ก่อนว่า รถคันนี้ น่าจะใช้เครื่องยนต์อะไร? เจ้าตัวหนะไม่รู้มาก่อนเลยว่าวันนี้จะได้มาร่วมงานจับเวลารถแปลกๆคันนี้ หลังจากการจับเวลาหาตัวเลขอัตราเร่งเสร็จสิ้นลง ผมลองให้นิค ทายอีกครั้งหนึ่ง และต่อไปนี้คือบทสนทนาที่เกิดขึ้นใน Yeti ช่วงค่ำคืนนั้น

Nick : "ในบรรดาเครื่องยนต์ทั้งหมดของ Volkswagen ตอนนี้ ถ้าจะใกล้เคียงที่สุดก็ควรจะเป็นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Turbo จากใน Golf GTi"
J!MMY : ไม่ใช่...
Nick : เหอ? 1.6 ลิตร Turbo!
J!MMY : ก็ไม่ใช่อีก อย่าลืมว่าตอนนี้ VW ไม่มีเครื่อง 1.6 ลิตรแรงๆ แบบนี้นะ
Nick :...เหย? เอาแล้วไง งั้นเครื่องอะไรกันละเนี่ย?....อ่ะ 1.4 TSI แล้วกัน...
J!MMY : ไม่ถูกอยู่ดี....ยอมหรือยัง?
Nick : อ่ะ ยอมแล้วก็ได้พี่
J!MMY : เฉลย....1.2 TSI พ่วง Turbo 105 แรงม้า...

Nick : "ห๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!! อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!! บ้าไปแล้ว !@#$%^&*(o_o)+_+ อะไรกันวะเนี่ย!!! เฮ้ยยยยยย Skoda เมิงหลอกกรูๆๆๆๆๆๆๆ ไม่อยากจะเชื่ออออออ"

อย่าว่าแต่ Nick จะไม่เชื่อเลย ผมเองก็ยังเคยตั้งข้อกังขาเอาไว้เมื่อครั้งที่รู้เป็นครั้งแรก ตอนที่คุณโตบอกว่า จะนำรุ่น 1.2 TSI เข้ามาขายว่า เครื่องยนต์แค่ 1.2 ลิตร เนี่ย จะลากรถที่มีขนาดตัวถังน้องๆ CR-V แบบนี้กันไหวหรือ? แต่ด้วยชื่อชั้นทางวิศวกรรม และเทคโนโลยี ของ VW ก็ทำให้ผมพอจะเดิมพันในใจเอาไว้ได้บ้างว่า มันก็คงไม่น่าจะเลวร้ายมากนักหรอก ผลงานจาก Golf GTi และ Scirocco ที่เคยทำรีวิวกันมา ก็ดีเกินคาด ดังนั้น รถคันนี้ก็น่าจะมีอัตราเร่งที่ไม่น่าเกลียดมากนักหรอก

ที่ไหนได้...พอลองเหยียบคันเร่ง ออกตัวเท่านั้นละครับ Turbo เริ่มทำงานในรอบเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 รอบ/นาที และหลังจากนั้น พละกำลังที่คุณต้องการ มันก็ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ตัวเครื่องยนต์เอง ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณแสดงอาการว่า "หนูเหนื่อยแล้วนะพี่" แต่อย่างใดเลย!!! ต้องการอัตราเร่งแค่ไหน เหยียบคันเร่งลงไป หรือเล่นเกียร์ช่วยนิดนึง Yeti 1.2 คันนี้ จะพาคุณไปตามที่ใจต้องการเลยทีเดียว!!

อัตราเร่งที่ออกมาถือว่าจัดอยู่ในเกณฑ์เดียวกับรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ ราวๆ 1.6 - 1.8 ลิตร จากญี่ปุ่นและยุโรปกันเลยทีเดียว แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า นี่คือ พละกำลังที่ออกมาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว อันดูเหมือนจะโบร๊านโบราณขนาดนี้ ในสายตาของใครอีกหลายคน คุณงามความดีทั้งหมด ต้องขอยกให้กับเทอร์โบ และการ
ปรับแต่งสมองกลของเครื่องยนต์ที่ทีมวิศวกรของ Volkswagen กับ Skoda ช่วยกันทำงานออกมาอย่างดี





อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ตัวเลขในช่วง 0 -100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าดีที่สุดในพิกัด Compact Urban SUV ทำเวลาได้เร็วกว่า Nissan X-Trail 2.0 CVT FWD และเลยเถิดไปแม้กระทั่ง Honda CR-V 2.4 ลิตร 4WD ด้วยแล้วแต่ถ้ามาดูตัวเลขอัตราเร่ง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง คุณคงจะเห็นอะไรแปลกๆ ในตารางคราวนี้กันแล้ว

ในการทดลองจับเวลาหาอัตราเร่ง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น โดยปกติแล้ว หากเป็นรถเกียร์อัตโนมัติ เราจะใช้วิธีการปล่อยให้ความเร็ว ไหลลงมา หรือเลี้ยงไว้นิ่งๆ ที่ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเกียร์สูงสุด พอจับเวลาปุ๊บผมก็เหยียบคันเร่งเต็มมิดติดเหล็กพื้นรถ

แต่ใน Yeti คันนี้ เนื่องจากเกียร์ 3 มันไปตัดเอาที่ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถึงจุดนั้น เกียร์จะเปลี่ยนขึ้นให้เป็นเกียร์ 4 เพื่อลากความเร็วไหลขึ้นต่อไปอีกนิด นั่นละครับ คือที่มาของตัวเลขที่ดูแปลกๆ พอกันกับ Honda CR-V 2.0 FWD ขับล้อหน้า เลยนั่นละ ปัญหานี้ เราก็พบมาแล้ว เมื่อครั้งที่ทำรีวิว Mitsubishi Pajero Sport 2.5 VG-Turbo รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง เป็นเรื่องยากจะหลีกเลี่ยงจริงๆ

ผมเลยเกิดข้อสงสัยว่า แล้วถ้าเราจะจับเวลากันแบบรถยนต์เกียร์ธรรมดาละ? คือ ให้ช่วง 80 - 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในช่วงเกียร์ 3 กันตั้งแต่แรก ลากรอบรอกันเอาไว้เลยละ ตัวเลขจะออกมาเร็วขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน ผลก็คือ แม้ว่าเกียร์จะตัดเปลี่ยนขึ้นเกียร์ 4 ที่ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่ากัน แต่ว่า อัตราเร่งในช่วง 80 - 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั้น เร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ประมาณ 1.5 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่ มักจะสูญเสียไปกับ การทำงานของคันเร่งไฟฟ้า และระบบสมองกลของเครื่องยนต์ ที่จะต้องเร่งทำงาน และสั่งการประมวลผลกัน

และพอพ้นจากความเร็วระดับ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป ความเร็วของรถ จะพุ่งขึ้นไปช้าลง ไม่มากแต่รับรู้ได้ เมื่อเข้าเกียร์ 5 ที่ความเร็ว 147 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป ก็ทำใจได้เลยครับ แม้จะมีพละกำลังเหลืออยู่บ้างสำหรับการเร่งแซง แต่ถ้าคิดจะแช่กันยาวๆแล้ว ผมว่า ไม่มีประโยชน์ครับ มันไม่ได้ดีไปมากกว่าที่ มันพยายามทำผลงานออกมานี้ได้อีกหรอก ถ้าได้ระบบ 4 วาล์ว / สูบ หรือ 16 วาล์ว ไม่ต้อง DOHC หรอก แค่ SOHC ก็พอน่าจะช่วยให้สามารถเค้นกำลังในช่วงปลายออกมาได้มากกว่านี้อีก ในช่วงหลังจาก 4,000 รอบ/นาทีขึ้นไป

แต่เพียงเท่านี้ ก็ถือว่า เครื่องยนต์ 1.2 TSI บล็อกนี้ ทำตัวเลขออกมาได้ตะลึงมาก เหนือทุกความคาดหมายของทุกคน และกลายเป็นรถยนต์อีกรุ่นหนึ่ง ที่เปลี่ยนความคิดของผม ซึ่งมีต่อเครื่องยนต์เล็กๆ 2 วาล์ว/สูบ ไปตลอดกาล.....

เหมือนเช่นกับที่ Skoda Octavia Combi 1.9 TDi เคยเป็นรถที่ช่วยเปิดประสบการณ์ผม ในเรื่องขุมพลัง Diesel Turbo Commonrail ยุคใหม่ เมื่อปี 2002 ไม่มีผิดเพี้ยน!!





ขณะเดียวกัน การทำงานของเกียร์ DSG 7 จังหวะ ลูกนี้ เปลี่ยนเกียร์อย่างว่องไว ต่อเนื่อง และรวดเร็วมาก จนชวนให้นึกถึง บุคลิกของเกียร์ DSG 6 จังหวะ ในทั้ง Golf GTi และ Scirocco เหลือเกิน เพียงแต่ไม่มีเสียง "ปรึ๊บ" ขณะเปลี่ยนเกียร์ อย่างที่ตาแพนของเราเขาชื่นชอบ ก็เท่านั้น

ตลอดเวลาที่รถคันนี้อยู่กับเรา แทบไม่พบอาการกระตุก หรือกระชากใดๆ ทั้งสิ้น เกียร์ค่อนข้างฉลาดเพียงพอไม่ว่าผมจะใช้ความเร็วเท่าใด อยู่บนทางตรง หรือทางโค้ง เกียร์ ลูกนี้ ทำงานได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง

พวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฮโดรลิค ไฟฟ้า รัศมีวงเลี้ยว 10.3 เมตร (1 รอบวงกลม) เป็นอีกจุดหนึ่งซึ่งต้องขอชมเชย เพราะทันทีที่เริ่มออกรถ ผมพบว่า เมื่อหมุนเลี้ยวรถในช่วงความเร็วต่ำๆ ความหนืด และน้ำหนักของพวงมาลัย ชวนให้ผมนึกถึง พวงมาลัยของทั้ง Golf GTi และ Scirocco อยู่บ้างเหมือนกัน คือ เลี้ยวได้ค่อนข้างแม่นยำ เลี้ยวแค่ไหนรถก็ไปแค่นั้น เพียงแต่พบว่าพวงมาลัยมีระยะฟรีเพิ่มขึ้นกว่าทั้ง 2 คันดังกล่าว ชัดเจน นิดหน่อย

ในช่วงความเร็วสูง พวงมาลัยถือว่า เสถียรมากๆ นิ่ง และเที่ยงตรง ไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดเสียว หรือว่อกแว่ก ใดๆทั้งสิ้น จัดว่าเป็นพวงมาลัยที่ดี สำหรับ SUV คันหนึ่ง

กระนั้น ความเห็นของผมกับ ตาแพน จะต่างกันตรงนี้ ขณะที่ตาแพน อยากได้ระยะฟรี เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย เพื่อไม่ให้รถหักเลี้ยวได้ ไวเกินไป ในกรณีที่ผู้ขับขี่สุภาพสตรีหักหลบกระทันหัน แต่ผมกลับอยากให้มีระยะฟรี น้อยกว่านี้อีกนิดเดียวเท่านั้น เพื่อให้การบังคับเลี้ยว เที่ยงตรง และแม่นยำขึ้นอีกนิดนึง เพราะในเมื่อ เซ็ตระบบกันสะเทือน มาในแนวสปอร์ต ติดหนึบนุ่มแบบนี้ พวงมาลัยเอง ก็ควรจะมีน้ำหนัก และอัตราทดในทิศทางที่สอดคล้องกันกว่านี้อีกนิดเดียว

อันที่จริง งานนี้ พวงมาลัยของ CR-V 2.4 ลิตร อันเป็นแบบ ไฮโดรลิก ไม่ใช่ไฟฟ้า ทำงานได้แม่นยำและมีระยะฟรีเหมาะสม รวมทั้งน้ำหนักกับความหนืด กำลังดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย





ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัต ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ Multi-element axle with longitudinal
and transverse links มีเหล็กกันโคลงมาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตั้งข้อสังเกตว่าลักษณะของช้อกอัพคู่หลัง
จะวางเยื้องไปทางด้านหลัง ไม่ได้ตั้งตรง หรือเอียงมาทางด้านหน้ารถ ลักษณะการวางช็อกอัพแบบนี้ คล้ายกับ
สิ่งที่คุณจะพบได้ใน Volkswagen Golf รุ่นเก่าๆ

ช่วงล่างเซ็ตมาในลักษณะ นุ่ม แน่น หนึบ ในช่วงความเร็วสูงนั้น ให้ความมั่นใจมากๆ โดยเฉพาะ ช่วงจัมพ์ลงจาก
คอสะพาน ช็อกอัพจะรับและดูดซับกักเก็บแรงเอาไว้ ในครั้งเดียวอยู่หมัด แทบไม่มีการดีดตัวกลับ หรือรีบาวนด์ของ
ช็อกอัพและสปริงให้เห็นเลย แถมในช่วงการทำความเร็วสูงสุดนั้น บอกได้เลยว่า ถึงช่วงล่างจะนุ่ม แต่ก็หนึบ มั่นใจ
ใช้ได้เลยจริงๆ

ส่วนการเข้าโค้งที่ความเร็วสูงนั้น ผมมั่นใจมาก เพราะในหลายๆดค้งบนทางด่วนนั้น ผมสามารถพาเจ้ามนุษย์หิมะ
พุ่งผ่านดค้งไปได้อย่างรวดเร้ว บางโค้งที่เข้ายาก และมักต้องชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้ง หากเป็นรถยนต์ SUV ทั่วไป
ผมสามารถใช้ความเร็วแล่นผ่านในโค้งได้ถึงระดับ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง! แม้บั้นท้าย อาจจะมีอาการพร้อมจะกวาดออก
อยู่เล็กๆ ให้พบบ้างนิดหน่อย ก็ตาม

แต่ในขณะคลานไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ถ้ามีเนินสะดุด ลูกระนาด หรือหลุมที่ค่อนข้างแข็งกว่าปกติ จังหวะ
ยืดตัวของช็อกอัพ จะค่อนข้างรุนแรงพอสมควร ก่อให้เกิดอาการตึงตัง และมักจะเกิดขึ้นในจังหวะที่ ล้อรถ ผ่าน
พ้นจากเนินสะดุด หรือ กำลังยกตัวขึ้น ตามวงจรการทำงานของระบบกันสะเทือน ทั้งที่ในจังหวะก่อนหน้านั้น
คือจังหวะที่ล้อกระทบกับเนิน และดันให้ช็อกอัพหดตัวขึ้นไป กลับนุ่มนวล และไม่ตึงตังแต่อย่างใด แปลกดีครับ

รเะบบห้ามล้อเป็นแบบ ดิสก์เบรก 4 ล้อ คู่หน้าแบบมีรูระบายความร้อน มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพช่วยการทรงตัว ESP (Electronic Stability Program) รวมทั้งระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน ABS(Anti Brake Locking System) ระบบช่วยเพิ่มแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน HBA (Hydrolic Brake Assist) รวมทั้งระบบป้องกันการลื่นไถลล้อหมุนฟรีขณะออกตัว ASR (Anti Slip) และระบบเฟืองสุดท

ดูข้อมูลส่วนตัว

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ