ยินดีตอนรับสมาชิคใหม่และเก่าทุกท่านคับ

ค้นหา
 
 

Display results as :
 


Rechercher Advanced Search

Latest topics
» [b]กระเกียมีปัญหา หมุดได้รอบตัว เกียไปค้างอยู่เกียสี่กลับเกือบไม่ถึงบ้าน[/b]
Tue 19 Jul 2016, 6:40 pm by CHAIUDON

» สมาชิกเก่าเข้ามารายงานตัวครับ
Tue 19 Jul 2016, 6:10 pm by CHAIUDON

» รายงานตัวครับ
Wed 25 Nov 2015, 11:46 am by enta

» ปัญหา Mechatronic ของ เกียร์ DSG
Wed 18 Nov 2015, 2:33 pm by tunnnnnn

» ผมซื้อ skoda yeti มา เมื่อ 22ธันวาคม 2555 ยังเปลี่ยนป้ายขาวไม่ได้เลยครับ
Mon 12 Oct 2015, 1:39 am by tunnnnnn

» แร็คพวงมาลัย + ปั้มโซล่า skoda fabia 6y 1.9 sdi
Fri 02 Oct 2015, 4:26 pm by Thenu

» 2003 SKODA Fabia 1.9TDI ดีเซล เทอร์โบ1900ccเกียร์ธรรมดาเครื่องดีสีสวยช่วงล่างแน่นพร้อมใช้ทุกอย่างราคาสุดคุ้ม145000
Tue 29 Sep 2015, 9:06 am by tanuspon

» ถ้า ติดฟิลม์บานหน้า 60 ขับกลางคืนจะมองเห็นชัดไหม
Sun 30 Aug 2015, 8:53 pm by chaiyo518

» Skoda octavia van ค่า manternance แพงงมากไหมครับ
Sun 30 Aug 2015, 8:51 pm by chaiyo518

Affiliates
free forum


You are not connected. Please login or register

Skoda YETI 1.2 TSI Review Part I

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

1 Skoda YETI 1.2 TSI Review Part I on Thu 07 Jul 2011, 4:34 am

aunninho


สโกด้าน้องใหม่
สโกด้าน้องใหม่
Skoda YETI 1.2 TSI 7AT DSG FWD

Review by J!MMY

งาน Bangkok International Motor Show ที่เพิ่งจบสิ้นลงไป แม้จะเป็นแค่งานแสดงรถยนต์ประจำปี อีก 1 งาน
ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับผม และอีกหลายคน หาได้คิดเช่นนั้นไม่....

ใครจะไปนึกละว่า จู่ๆ มีรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง โผล่เข้ามาในงาน อย่างเงียบๆ แต่กลับกลายเป็นรถยนต์ 2 รุ่น ที่คุณผู้อ่าน Headlightmag.com ของเรา กำลังกล่าวขวัญกันมากกว่าปกติ เรียกได้ว่า มากกว่า Hyundai Sonataใหม่ แถมยังมีการพูดถึงพอกันกับ Honda Brio เสียด้วยซ้ำ?? เรียกได้ว่าขโมยซีนกันเห็นๆ!!

ที่หนักกว่านั้น คุณผู้อ่านบางคน ไปลองขับเสร็จ ติดใจ จองเลย ถ่ายภาพใบจองให้เราดูกันเลยก็มี เล่นเอาผม ในฐานะเจ้าของเว็บ ถึงกับตาเหลือก อึ้งกิมกี่กันไปเลย

เฮ้ยยยยยยยยยยยยยย!! มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยยยยยยยยยยยยยยยย!!?




อย่าว่าแต่ผมเลยครับ คุณ สุวิชชา ลีนุตพงษ์ หารือคุณโต แห่ง MTM-Thailand ผู้นำเข้ารถยนต์ยี่ห้อนี้กลับมาทำตลาดใหม่อีกครั้ง ก็ยังงงเต๊ก เกาหัวแกรกๆ ไปพร้อมกับผมนั่นแหละ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้ยังไง ไม่คิดมาก่อนเลย ว่าจะมีกระแสการพูดถึงบนเว็บไซต์ของเรา ได้เยอะและเร็วขนาดนี้ เรากำลังหมายถึง แบรนด์รถยนต์จากสาธารณรัฐเชค ที่ชื่อว่า SKODA หรืออ่านเป็นภาษาไทยได้ว่า สโกดา คิดว่า มันคงจะตายสนิทไปแล้วในเมืองไทย แบรนด์ที่ผมไม่คิดว่าจะมีใครสักคน มองเห็นอนาคตแล้วตัดสินใจ เดินหน้า นำกลับมาทำตลาดใหม่ อย่างจริงจังกันอีกครั้ง

วันนี้ พวกเขา กลับมา ขอแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งในเมืองไทย เรียบร้อยแล้ว....และ Yeti ก็เป็นรถยนตือีกรุ่นหนึ่ง
ที่ผมเห็นแล้วอยากลองขับมาตั้งนาน ไม่คิดมาก่อนว่า จะมีโอกาสได้นั่งอยู่ในรถคันนี้ แล้วก็ทำรีวิวให้คุณอ่านกันอยู่นี้กันจริงๆ



Skoda เป็นแบรนด์รถยนต์จากสาธารณรัฐเชค ภายใต้การดูแลของ Volkswagen อีกแบรนด์หนึ่ง ที่ผมเคยท่องไว้ในใจว่า อยากทดลองขับรถของพวกเขา หลังจากที่เคยแอบเอา Skoda Octavia 1.9 TDI Wagon ออกจากของ Thaidriver ไปลองขับวนรอบออฟฟิศเล่นๆ 1 รอบ จนถูกทีมงานด่าทอเละเทะ เมื่อกลับมาคืนรถให้กับเขา

ซึ่งผมก็สมควรโดนพวกพี่เขาด่าอยู่หรอกครับ ตอนนั้น เป็นปี 2003 และเป็นปีที่ผมยังค่อนข้างใหม่ในวงการยังไม่ค่อยได้เริ่มทำรีวิวทดลองรถอย่างเป็นทางการเท่าไหร่เลย การแอบเอารถที่พวกเขายืมมา ออกนอกออฟฟิศไปวนเล่นโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เป็นเรื่องที่น่าด่ามากๆ เพราะถ้ารถเป็นอะไรขึ้นมา แม้ว่าจะมีประกันภัยคุ้มครอง ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายใดๆเลยก็ตาม แต่ชื่อเสี่ยงของสื่อมวลชนรายนั้นๆ กับความสัมพันธ์ที่มีอยู่ อาจสั่นคลอนได้

ถึงแม้จะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ แต่ก็ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย แน่ละ Octavia คันนั้น นอกจากจะเป็น Skoda คันแรก แถมยังเป็น รถในเครือ Volkswagen ยุคหลังปี 2000 คันแรกที่ผมได้ลองขับแล้ว ยังพ่วงตำแหน่งเป็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ Diesel Turbo Common-rail คันแรกที่ผมเคยได้ลองขับกันอีกด้วย และ Octavia คันนี้
นั่นละ ที่ทำให้ทัศนคติของผม ที่เคยมองรถยนต์ Diesel Turbo เปลี่ยนไปโดนสิ้นเชิง ตลอดกาล แต่หลังจากนั้นด้วยปัญหาภายในบางประการ จึงทำให้ กลุ่มยนตรกิจในขณะนั้น ตัดสินใจ พักการทำตลาด Skoda ไปหลายปี



ต่อมา ในช่วงต้นปี 2010 การจัดสรรแบรนด์ให้กับบรรดาลูกหลานในตระกูลลีนุตพงษ์ ได้เอาไปถือครองแบ่งสรรกันทำตลาด จนเรียบร้อย เมื่อช่วงต้นปี 2010 แล้ว ก็ยังเหลือ แบรนด์ Skoda ที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครเหลียวแล

หากแต่ คุณ โต ในฐานะคนที่ชอบรถ และการขับรถเป็นอย่างมาก เกิดมองเห็นว่า แบรนด์นี้ มันยังมีอนาคตในเมืองไทย ใครสักคน ลองปลุกปั้นกันสักตั้ง ด้วยแนวคิดการทำงานแบบแปลกๆ คือ อยากทำตลาด "เฉพาะรถยนต์ที่ตัวเองอยากขับ!" ไอเดียนี้แหละ เลยต่อยอดมาว่า ทำอย่างไร ให้แบรนด์ Skoda กลับมาเกิดในเมืองไทยอีกครั้งอย่างยั่งยืน?

แค่คิด ก็เหนื่อยแล้ว เหมือนแหงนมองยอดเขาเอเวอร์เรสต์กันเลยทีเดียว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่มานั่งคิดดูกันอีกที มันก็ไม่ยากจนเกินไปนี่หว่า!

นั่นจึงเป็นที่มา ของการนำ Skoda Fabia กลับมาเปิดตลาดอีกครั้ง ตั้งแต่การนำ Skoda Fabia 1.2 TSI กลับมาเปิดตัวอีกครั้งในงาน Motor EXPO ธันวาคม 2010 จนกระทั่งการตัดสินใจนำเข้าซีดานหรูรุ่น Superb และ SUV รุ่น Yeti
มาเปิดตัว และพร้อมจำหน่ายจริงกันในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งล่าสุด จนเกิดกระแสเล็กๆขึ้นมาใน Headlightmag.com เรานี่แหละ....

ผมเริ่มเกิดคำถามขึ้นมาว่า ด้วยค่าตัวที่เริ่มต้น 1,290,000 บาท เจ้า Yeti เนี่ย จะมีดีอะไร ที่ถึงขั้นจะทำให้ลูกค้าบางรายปันใจมาจาก Honda CR-V? ผมไม่ใช่คนที่จะต้องตอบคุณ แต่เป็นหน้าที่ของเจ้ามนุษย์หิมะตัวนี้ต่างหาก....



อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลา 100 กว่าปีที่ผ่านมา Skoda แทบไม่เคยทำรถยนต์อเนกประสงค์แบบ SUV ขับเคลื่อน 4 ล้อ
อย่างจริงจังเลยสักที มีอย่างมากสุดก็แค่ การนำ Octavia Station Wagon มาเพิ่มรุ่น 4x4 เอาใจตลาดเมืองหนาว
กันพอแก้กระสัย ก็เท่านั้น

ความจริง Skoda ไม่ใช่ว่าเพิ่งคิดจะมาทำรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อออกขายหรอกครับ เพราะพวกเขา เริ่มผลิตรถยนต์ประเภทนี้ออกขายมาตั้งแต่ปี 1942 - 1943 มาแล้ว นั่นคื้อ Skoda Superb 3000 รุ่น Kfz 15 (Type 956)
โดยเป็นรถยนต์ Saloon 4 ประตู วางเครื่องยนต์ 6 สูบ 3.1 ลิตร ขับเคลื่อน 4ล้อ ส่วนรุ่น Type 973 อันเป็นรถยนต์ off-road แท้ๆ ออกสู่ตลาดครั้งแรกในช่วงปี 1952 - 1956 สามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 600 มิลลิเมตร และปีนไต่บนทางที่ลาดชันมาถึง 85 เปอร์เซนต์ แน่นอนว่า หลังจากนั้น รถพวกนี้ ก็หายไปจากตลาด ตามกาลเวลา การกลับมาของYeti นั้น ถือเป็นการเปิดตำนานบทใหม่ ของแบรนด์ เพราะเป็นครั้งแรกที่ Skoda จะทำรถยนต์ SUV แท้ๆ ออกสู่ตลาดกันจริงๆ ในรอบร้อยกว่าปี



Skoda Yeti (อ่านว่า สะ-โก-ด้า เย-ติ) ใช้รหัสรุ่น 5L ถุกสร้างขึ้นให้เป็นรถยนต์ตรวจการขับเคลื่อนล้อหน้า หรือ สี่ล้อ ขนาดเล็ก 5 ประตู 5 ที่นั่ง หรือเรียกกันว่า Compact Crossover SUV บนพื้นฐาน Platform ของ Volkswagen
Golf Mk V รุ่นก่อนปัจจุบัน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็คือ วันหนึ่ง เมื่อ Skoda พร้อม และแข็งแกร่งพอ พวกเขาก็ต้องการรถยนต์ SUV สักรุ่นหนึ่ง สำหรับเอาใจลูกค้า ที่อยากได้ SUV ขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป คล่องตัวไม่เทอะทะ และรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี อีกทั้ง ต้องสามารถลุยป่าลุยเขาได้ตามสมควร ใกล้เคียง
กับ SUV รุ่นพี่ทั้งหลายในตลาดอีกด้วย

Karl Neuhold หัวหน้าทีมออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์ ของ Skoda เล่าไว้ว่า โครงการพัฒนา Yeti เริ่มต้นเมื่อปี 2004 โดยในตอนแรกหนะ ตั้งใจเอาไว้แค่ว่า ต้องการสร้างรถยนต์ที่ดูเรียบง่าย ใช้งานได้ดี และต้องดูเยาว์ คือดุแล้วต้องเป็นรถคนของหนุ่มสาว ไม่ใช่รถของคนแก่ๆ ว่างั้นเถอะ และใช้พื้นฐาน Platform ของ Skoda Fabia น้องเล็กในตระกูลทำไปทำมาแนวคิดพื้นฐานถูกเปลี่ยนไปจากความตั้งใจเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า ในเมื่อรถคันใหม่นี้ ต้องติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ยกชุดมาจาก พี่ชายคนกลางประจำตระกูลอย่าง Skoda Octavia แล้ว ไหนๆ ก็ไหน ยกเอาชุด Platform ของ Octavia มาใช้เป็นพื้นฐานกันเสียเลยจะดีกว่า ทีมออกแบบก็ภถึงกับมึนไปเลย จู่ๆ มาขยายร่างกันง่ายๆแบบนี้ ก็ต้องมานั่งทำงาน รื้อใหม่กันตั้งแต่ต้นเลยหนะสิ!

หลังจากนั้น Thomas Ingenlath ก็ใช้ความพยายาม นำลูกทีม สร้างเวอร์ชันต้นแบบของ Yeti จนเสร็จทัน ออกแสดงครั้งแรกในโลก ณ งาน Geneva Motor Show มีนาคม 2005 และ Framkfurt Motor Show เดือนกันยายน ปีเดียวกัน...ครับ...รถคันสีฟ้าข้างบนนี้ที่คุณเห็นอยู่นี่แหละ!

ผมยังจำวินาทีแรกที่เห็นภาพถ่ายของรถคันนี้ ชุดนี้ ที่เห็นอยู่ข้างบนนี้ ได้เลยว่า "นี่แหละ Skoda ที่ผมรอให้พวกเขาทำออกมาขายเสียที มันต้องออกมาแบบนี้แหละ!!"



หลังการสำรวจปฏิกิริยาของผู้บริโภค ในเมื่อผลตอบรับเป็นไปในทางที่ดี Skoda ก็เลยอยากจะเช็คความมั่นใจอีกครั้งว่า ควรจะออกรุ่น 2 ประตู หรือดัดแปลงให้เป็นไปในรูปทรงอื่นด้วย เพื่อทำตลาดควบคู่กันไป จะดีหรือไม่ พวกเขาก็เลยสร้าง รถยนต์ต้นแบบ Skoda Yeti Concept 2 สีเหลืองทองประกายอร่อม ออกมา อีกคันหนึ่ง เพื่อส่ง
ไปจัดแสดงในงาน Frankfurt Motor Show ปลายปีเดียวกัน รถคันนี้ มีจุดเด่นคือ เส้นสายที่ชวนให้จินตนาการต่อว่า หากเป็นตัวถัง 2 หรือ 3 ประตู Yeti น่าจะมีรูปลักษณ์เป็นเช่นไร

แต่ในฐานะรถต้นแบบ ก็ควรจะต้องมีงานออกแบบที่ประหลาด พิลึกพิลั่นกันสักหน่อย ทีมออกแบบเลยจัดการสร้างเสาโครงหลังคา ด้านหลังแบบใหม่ และจับหดตัวรถ ให้เหลือเพียง 2 ประตู หลังคาเป็นแบบผ้าใบ ถอดออกได้ง่าย แถมบั้นท้ายยังเป็นแบบ บรรทุกข้าวของได้ เหมือนรถกระบะ อีกต่างหาก



อย่างไรก็ตาม เมื่อผลการสำรวจออกมา พบว่า ตลาด SUV 2-3 ประตูที่เคยได้รับความนิยมในยุโรปนั้น มียอดขายรวมไม่มากพอให้ลงทุนสร้างรถแบบนี้ต่อไป ทำให้ มีเพียง Yeti คันสีฟ้า 5 ประตู เวอร์ชันต้นแบบ เท่านั้น ที่ถูกนำมาปรับปรุง และขัดเกลา เพื่อให้เหมาะต่อการขึ้นสายการผลิต และทำตลาดจริง ด้วยฝีมือของ Jens Manske
และทีมงานศูนย์ออกแบบ SkodaAuto Design and Technical Centre ในเมือง Mlada Boleslav

10 มกราคม 2007 Skoda ประกาศถึงความเคลื่อนไหวในการพัฒนา Yeti ออกมาว่า พวกเขาจะนำรถรุ่นนี้ไปขึ้นสายการผลิตที่โรงงาน Kvasiny ในสาธารณรัฐเชค ซึ่งจะเป็นการสร้างงานให้กับประชาชนในเมืองดังกล่าวอีกหลายร้อยตำแหน่ง



เวอร์ชันพร้อมทำตลาดจริงของ Yeti ถูกเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกในโลก ที่งาน Geneva Auto Salon ครั้งที่ 79 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2009 (ไม่นับการแถลงว่าจะส่งขึ้นเวทีดังกล่าวเป็นครั้งแรก เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2009 และเผยภาพคันจริงครั้งแรกเมื่อ 4 มีนาคม 2009) และนับตั้งแต่เปิดตัวมา ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดหลายประเทศที่เข้าไปขาย ไม่เว้นแม้แต่ ไต้หวัน และ อินเดีย โดยเฉพาะรายหลังเนี่ย มีการขึ้นสายการประกอบในประเทศของเขาด้วย ปี 2009 ที่ผ่านมา ยอดขาย เฉพาะของรุ่น Yeti เพียงรุ่นเดียวทั่วโลกนั้น มากถึง 11,018 คัน



ในเมืองไทย Yeti ถูกสั่งเข้ามาเปิดตัวครั้งแรกในงาน Bangkok International Motor Show เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา (รอบ VIP) มากันแบบเงียบๆ ลงจากท่าเรือปุ๊บ ก็ถูกขนมาเข้างานปั๊บในทันที แทบไม่มีเวลาตั้งตัวกันก่อนเลย และแน่นอนว่า...ยังไม่ทันที่งานจะผ่านไปจนครบ 10 วัน Yeti ทั้งสีน้ำเงินและสีดำ ในงาน กูก
จับจองเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว แปะป้าย SOLD อันแปลว่าขายไปแล้ว เป็น 2 คัน ในจำนวน 28 คันที่พวกเขาขายได้ และหลายคันในนั้น เป็นคุณผู้อ่านมาจาก Headlightmag.com ของเราเนี่ยแหละ!!

ตัวเลขนี้ มันมากพอให้เราต้องรีบตัดสินใจขอยืมรถมาทำรีวิวให้คุณได้อ่านกันอย่างเร่งด่วนในคราวนี้นั่นเอง




มิติตัวถังยาว 4,223 มิลลิเมตร กว้าง 1,793 มิลลิเมตร (รวมกระจกมองข้างเข้าไปด้วยจะอยู่ที่ 1,956 มิลลิเมตร)สูง 1,691 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,578 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,541 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,537 มิลลิเมตร มุมไต่ 19 องศา มุมจาก 26.7 องศา มุมเมื่อขึ้นสู่ยอดเนิน 19.4 องศา ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd. 0.37 รถที่มีรูปทรงแบบนี้ ต้านลมประมาณนี้ ก็ถือว่าทำได้ดีแล้วครับ เพราะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของ SUV ทั่วๆไป พอดีๆ

น้ำหนักตัวเปล่าหนะ 1,370 กิโลกรัม แต่สามารถบรรทุกได้ทั้งหมด 620 กิโลกรัม น้ำหนักบรรทุกรวมของเหลวทั้งหมดในระบบและน้ำมันรถเต็มถัง 55 ลิตร (Gross weight) จะอยู่ที่ 1,915 กิโลกรัม



งานออกแบบภายนอก โดดเด่น แตกต่าง อย่างมีเอกลักษณ์ และลงตัว จุดเด่นของรุปลักษณ์ภายนอกจะอยู่ที่การวางตำแหน่งไฟตัดหมอก ให้เหลื่อมกับชุดไฟหน้า แต่แยกออกมาอย่างจงใจ กระจังหน้าลายเอกลักษณ์ของ Skoda ก็ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม ที่ออกแบบให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น นอกจากนี้เสาหลังคาคู่หน้า ยังเป็นแบบสีดำ Wrap around ชวนให้นึกถึงรถยนตืหลายๆคัน ตั้งแต่ Lancia Stratos , Mazda Savanna RX-7 SA22C รุ่นแรก ปี 1978 Suzuki Swift รุ่นปัจจุบันกับรุ่นใหม่ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่ Skoda Fabia รุ่นล่าสุดในตอนนี้แถมไฟตัดหมอกยังเป็นไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวัน หรือ Day time running lights อีกด้วย

เสาหลังคาตรงกลาง และการเล่นกับแนวขอบกระจกหน้าต่างด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง ชวนให้นึกถึง รถตู้ Toyota Alphard/Velfire และ Hiace หลายรุ่น แต่มีความลงตัว และเรียบง่ายมากกว่า กันชนด้านหน้า และหลังจะเป็นพลาสติก Recycle ได้ ไม่พ่นสี เหตุผลก็เพราะต้องการเพิ่มความดุดันและภาพลักษณ์ว่า รถคันนี้สามารถลุยไปบนพื้นที่ Off-raod เล็กๆ ได้อยู่ จึงต้องทำความสะอาดง่าย และไม่เป็นสีเดียวกับตัวรถ เพื่อลดความน่าปวดหัวจากการทำความสะอาดเศษดิน ยางมะตอย ฯลฯ บนพื้นผิวสีเดียวกับตัวถัง




นอกจากนี้ เอกลักษณ์ของงานออกแบบตัวถัง Yeti อีก 2 อย่าง อยู่ที่ การติดตั้งรางหลังคา Rack roof มาให้จากโรงงาน ทุกคัน เป็นรางขนาดใหญ่กว่ารถยนต์ปกติทั่วไปค่อนข้างมาก และดูเหมือนว่าจะรับน้ำหนักบรรทุกได้มากโข ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม รายการโทรทัศน์ชื่อดังของ BBC อังกฤษ อย่าง Top Gear ถึงได้กล้าเสี่ยง นำ Helicopter หนัก 700 กิโลกรัม มาร้อนลงบน ฐานจอด ซึ่งติดตรึงไว้หกับรางหลังคาของ Yeti กันมาแล้ว (ถ้าสนใจ ค้นหาชมกันได้ใน Youtube)

อีกจุดหนึ่งอยู่ที่การออกแบบ กระจกหน้าต่างรอบคัน ให้เน้นความโปร่งตา และมีแนวเส้นเชื่อมต่อเนื่องกันโดยรอบ ไปจนถึงบานประตูห้องเก็บของด้านหลัง ส่วนชุดไฟท้าย พร้อมไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง รวมทั้งไฟตัดหมอกหลัง ก็ถูกติดตั้งไว้ ในตำแหน่งต่อเนื่องลงมาจากเสาหลังคาด้านหลังสุด D-Pillar ที่ถูกประดับด้วยพลาสติกเคลือบเงาสีดำ

เรื่องน่าเสียดายของ Yeti เวอร์ชันไทยนั้น มีอย่างเดียวคือ ทุกคันที่จะส่งเข้ามาขายในช่วงนี้ ติดตั้งล้อเหล็กพร้อมฝาครอบล้อมาให้ เนื่องจากถ้าแถมล้ออัลลอย 16 หรือ 17 นิ้วมาให้ อาจจะต้องขายรถคันนี้ในราคาแพงกว่าที่ตั้งใจไว้พอสมควร

ถ้าจะหาล้ออัลลอยขนาดที่เหมาะสม เพื่อใส่ให้กับ Yeti คุณต้องหาล้อที่มีรูน็อตล้อ 5 รู และต้องมีค่า PCD อยู่ที่ 112 ซึ่งเท่ากับว่า มีเพียงแค่ล้อของ Mercedes-Benz ที่น่าจะใส่กันได้ หรือไม่เช่นนั้น อาจต้องดูล้ออัลลอยจาก MTM อันเป็นพันธมิตรกับ Skoda และกลุ่ม Volkswagen กันอยู่แล้ว เชื่อว่าหลังจากที่รีวิวนี้คลอดออกไป อีกไม่นานนักคงจะมีข้อสรุปที่ลงตัวเอาใจลูกค้าที่มองว่าล้ออัลลอยควรมีแถมมาให้กับรถยนต์ราคาระดับนี้



ในรุ่น Ambiente อันเป็น รุ่นท็อป สำหรับเวอร์ชันไทย เช่นคันที่เรานำมาทดลองขับกันนี้ การเปิดประตู ใช้รีโมทคอนโทรลพร้อมลูกกุญแจ พับเก็บได้เหมือนมีดพับของสวิส มาพร้อมระบบสัญญาณกันขโมย Immobilizer ในตัว การติดเครื่องยนต์ ก็ยังต้องใช้กุญแจไปบิดในช่องเสียบ ที่คอพวงมาลัยฝั่งขวา ตามเดิม
เหมือนเช่นเดียวกับรถนยนต์คันอื่นๆในกลุ่ม Volkswagen และ Audi ที่ผมเคยนำมาทำรีวิว รีโมทนี้ ถ้ากดปุ่มปลดล็อก 1 ครั้่ง จะปลดล็อกเฉพาะประตูฝั่งคนขับ แต่ถ้ากดซ้ำอีกครั้ง ประตูฝั่งผู้โดยสารจะถูกปลดล็อกตามมา ส่วนฝากระโปรงหลัง กดปุ่มตรงกลาง แช่ไว้ 2-3 วินาที ฝาประตูห้องเก็บของด้านหลังจึงจะปลดล็อก แล้วค่อยเดินไปยกฝาหลังให้เปิดขึ้น

แต่ถ้าใครซื้อรุ่นพื้นฐาน ที่เรียกว่ารุ่น classic จะไม่มีกุญแจรีโมทแบบนี้มาให้นะครับ



บานปรเะตูทั้ง 4 มีน้ำหนักมากจนชวนให้นึกถึง Volvo รุ่นเก่าๆ ไปจนถึง รถยนต์หนักๆ หรูๆ จำพวก Mercedes-Benz หรือ BMW รุ่นเมื่อสัก 5-6 ปีก่อนได้เลย และตอนนี้บานประตูของ Yeti ก็ดูจะมีน้ำหนักมากกว่า บาน ประตูของ BMW 5-Series F10 ใหม่ และ Volvo S60 ใหม่เสียด้วยซ้ำ!!
เมื่อเปิดประตูคู่หน้าออกมาจะพบบรรยากาศในห้องโดยสาร สไตล์รถยุโรปยุคใหม่ คือ ใช้วัสดุค่อนข้างแข็งไม่อมหรือเก็บฝุ่น แผงประตูด้านข้าง และวัสดุสำหรับขึ้นรูปห้องโดยสาร ยังมาในแนว แข็งๆ และตกแต่งด้วยผ้าสากๆ แบบเดียวกับ Skoda รุ่นก่อนๆ เพียงแต่ว่า บริเวณพื้นที่วางแขน บนแผงประตู ซึ่งออกแบบมาให้วางแขนได้พอดี กับทุกสรีระ จะบุด้วยวัสดุหุ้มหนังมาให้พอสัมผัสได้ถึงความนุ่มอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าสมัยที่ผมได้พบเจอใน รถยนต์ Skoda Octavia Combi แล้วนะ

ช่องทางเข้าออกจากรถ สะดวกมาก ไม่ว่าคุณจะมีสรีระสูงล่ำขาวคล้ำดำเตี้ยแค่ไหน ไม่ต้องห่วง เข้าออกจากเบาะได้อย่างสบายๆ เว้นแต่ว่า จะปรับชุดเบาะให้เลื่อนขึ้นมาข้างหน้า หรือยกสูงมากเกินไปเท่านั้น ที่จะลำบากนิดนึง แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับรถทุกคัน



เบาะนั่งคู่หน้า ใช้วิธีการหมุนมือจับบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างพนักพิงกับเบาะรองนั่ง ในการปรับเอนไปทางด้านหลัง แบบเดียวกับรถยนต์ยุโรปทั่วๆไป ข้อดีคือ ปรับตำแหน่งได้ละเอียดกว่า แต่ข้อเสียก็คือ ต้องออกแรงในการหมุนมากกว่าแบบก้านโยกในรถญี่ปุ่นเยอะอยู่

เบาะหน้าทั้งฝั่งคนขับ และผู้โดยสารด้านซ้าย สามารถปรับระดับสูง - ต่ำได้ค่อนข้างมาก ด้วยก้านโยกด้านข้างเบาะรองนั่ง ดังที่จะเห็นได้ในรูป ชุดเบาะรองนั่งนั้น นั่งได้เต็มขา กินพื้นที่ช่วงต้นขา มาจนถึงขาหนีบได้ครบทั้งหมด

ส่วนพนักพิงหลังนั้น แม้จะไม่มีอะไรโดดเด่นนัก ไม่ถึงกับสบาย แต่ก็ยังพึ่งพาในการเดินทางได้ กระนั้น หากต้องเดินทางไกลๆ ถึงจะไม่สร้างความปวดหลัง แต่ก็อาจก่อความเมื่อยล้าได้บ้างนิดหน่อยอยู่เหมือนกัน เพราะการออกแบบให้ส่วนที่รองรับต้นแขน และแผงหลังของร่างกายมนุษย์ ถึงจะหนาแน่นดี แต่ในช่วงกลางลำตัวลงไป จะค่อนข้างจมไปทางด้านหลัง ขณะที่เบาะรองนั่ง ทำออกมากำลังดี ลักษณะนี้ อาจทำให้บางคน เกิด
ความเมื่อยล้าที่กึ่งกลางลำตัวด้านหลังได้นิดหน่อยอยู่เหมือนกัน ผ้าหุ้มเบาะทุกตำแหน่งเป็นผ้าแบบสาก ไม่อมฝุ่น แต่มีผิวสัมผัสดีกว่า ใน Octavia รุ่นก่อนชัดเจน

พื้นที่เหนือศีรษะ หายห่วง ไร้ปัญหา ต่อให้คุณ สูงเป็นยีราฟกลับชาติมาเกิด คุณก็น่าจะโดยสาร หรือขับ Yetiได้สบายๆ เพราะมีความโปร่ง โล่ง ค่อนข้างมาก อันเป็นผลมาจากการออกแบบให้หลังคา มีความสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปนิดหน่อย เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบ ลดแรงปะทะ และดึงกลับอัตโนมัติ แถมยัง ปรับระดับ สูง -ต่ำ ได้อีกด้วย พร้อมไฟเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะคู่หน้า บนชุดมาตรวัดความเร็ว



ส่วนการเข้าออกจากประตูคู่หลังนั้น ทำได้สะดวก สมกับรูปแบบของกรอบประตูที่เห็นอยู่ เพราะทางเข้าแบบนี้มักจะก่อปัญหาในการเข้าออกจากเบาะหลัง น้อยที่สุดแล้ว ส่วนชายล่างสีดำนั้น ก็มิได้ยื่นล้ำเกินเลยมา จนก่อปัญหาความสกปรกกับขากางเกง เหมือนที่จะพบได้ใน BMW X5 กับ X6 แต่อย่างใด แถมความสูงจากพื้นดินจนถึงพื้นตัวรถ แม้จะสูงกว่ารถเก๋งทั่วไป แต่ก็แค่นิดเดียว ไม่ได้สูงมากมายเท่ากับ SUV ขนาดใหญ่คันอื่นๆ

แผงประตูด้านข้าง ของบานประตูคู่หลัง ก็ถูกออกแบบมาให้วางแขนได้พอดี เช่นเดียวกับแผงประตูคู่หน้าเพียงแต่อาจจะเสียดายว่า กระจกหน้าต่าง ของบานประตูคู่หลัง ไม่สามารถเลื่อนลงไปจนสุดขอบล่างได้และเลื่อนลงได้เพียงแค่ต่ำกว่าระดับครึ่งหนึ่งของกรอบหน้าต่างไปนิดเดียวเท่านั้น



เมื่อขึ้นมานั่งเบาะหลังแล้ว พบว่า ตัวเบาะเอง นั่งไม่ค่อยสบายเท่าที่ควร พอให้ติดรถเดินทางในระยะประมาณไม่เกินไปกว่า บางแสน หรือ พัทยา แต่ถ้าให้เดินทางไกลไปถึงสุรินทร์ หรือ เชียงใหม่ สมาชิกร่วมทริปที่นั่งด้านหลัง อาจขอก่อหวอดประท้วง สลับเปลี่ยนไปนั่งด้านหน้ารถกันบ้างแน่ๆ

เพราะว่า เบาะรองนั่ง "สั้น" อันเนื่องมาจาก ต้องทำพื้นที่เผื่อเหลือ เรื่องการวางขา และการเหวี่ยงขาให้พ้นจากโคนล่างสุดของ เสาหลังคากลาง B-Pillar ขณะก้าวขึ้น - ลงจากรถ ทำให้ตัวเบาะรองนั่งไม่อาจรองรับพื้นที่ต้นขา มาจนถึงข้อพับหัวเข่า ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร แต่ ยังดี ที่ฟองน้ำ ของเบาะรองนั่ง ยังนุ่มนิดๆไม่ถึงกับแข็งเป๊ก ขนาด Range Rover Sport หรือ Honda CR-V

ส่วนพนักพิงหลังนั้น ค่อนข้างแข็ง ยังพอจะใช้งานได้ แต่ถ้านั่งนานๆ ก็อาจจะเมื่อยหลังได้อยู่นิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับปวดหลัง เพียงแต่ว่า สำหรับผู้สูงอายุขอแนะนำให้นั่งเบาะหน้าแทน อย่าได้นั่งเบาะหลัง ถ้าไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเอนได้ถึง 9 ระดับ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า แม้เดือยล็อกตำแหน่ง จะมี 9 ระดับ ทว่าองศาในการปรับเอนเบาะนั้น ทำได้น้อยมาก อย่างที่เห็นในภาพข้างบนนี้ เบาะฝั่งซ้ายของตัวรถ ถูกปรับตั้งไว้ในระดับที่เหมาะสมต่อการเดินทางทั่วไป ส่วนเบาะฝั่งขวาของตัวรถ ถูกปรับเอนไว้จนสุดแล้ว และปรับได้เพียงแค่นั้น สรุปว่า นั่งไม่สบายเท่าที่ควร

แถมพนักศีรษะนั้น คุณอาจต้องพึ่งพานักยกน้ำหนักทีมชาติ ในการจะออกแรงช่วยคุณดึงพนักศีรษะสำหรับเบาะแถวหลัง ทั้ง 3 ชิ้น ขึ้นมาใช้งาน เพราะมันฝืดมาก ต้องออกแรงมากเหลือเกิน ขนาดผมเอง ยังยกขึ้นแทบจะไม่ไหวกันเลย

พื้นที่เหนือศีรษะ โปร่งมากๆ เหนือบานประตูคู่หลัง จะมีทั้งมือจับสำหรับใครที่กลัวการขับรถเร็วๆ มีขอเกี่ยวแถมมาให้สำหรับห้อยไม้แขวนเสื้อ ไว้ทั้ง 2 ฝั่ง อีกทั้งยังมี ขอเกี่ยวบริเวณด้านบนสุดของเสาหลังคากลาง หรือ B-Pillar ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อแขวนเกี่ยวเชือก กั้นสัมภาระ หรือ รองรับ การกางมุ้งนอนในรถยามค่ำคืนไว้เสร็จสรรพ! รวมทั้ง มีไฟส่องสว่างเชื่อมกับระบบไฟในห้องโดยสาร หรือแยกเปิดเป็นไฟอ่านหนังสือตามลำพังก็ได้อีก

ขณะเดียวกัน พื้นที่วางขา ก็ไม่ได้มีปัญหามากมายอย่างที่คิด ถ้าปรับเบาะคนขับ ให้เหมาะสม หัวเข่าผู้โดยสารด้านหลัง จะไม่ชนกับช่องใส่หนังสือ ด้านหลังของพนักพิงเบาะคู่หน้าแน่ๆ แถมจะเหลือพื้นที่อีกพอสมควรเลยทีเดียว




ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่า การโดยสารบนเบาะหลังขจอง Yeti เป็นอย่างไร วันนี้ ผมมีนายแบบมาช่วยแสดงแบบให้คุณได้เห็นภาพกันชัดเจนยิ่งขึ้น....





นายแบบที่ว่า ก็คุณโต สุวิชชา ลีนุตพงษ์ คนที่ให้ผมยืม Yeti คันนี้มาลองขับแหละครับ ไหนๆก็ไหนๆ ให้เจ้าตัว ช่วยนั่งบนเบาะหลัง ให้ดูพื้นที่ ซึ่งก็ยังมีเหลืออีกบานตะไทกว่าที่คิดกันไว้เยอะ

ชัดเจนไหมครับ? มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนะ

อย่างไรก็ตาม อย่าคิดว่าจะมีแต่ข้อเสียเพียงอย่างเดียว เพราะเบาะนั่งแถว 2 ต้องถือว่าเป็นอีกจุดขายสำคัญของ Yeti เนื่องจากเป็นเบาะนั่งแบบ แยก 3 ชิ้น ในชื่อ Vario Flex ซึ่งมักพบได้ในรถยุโรปพิกัดเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้เห็นในรถญี่ปุ่น ที่ผลิตขายกันในเมืองไทย

คุณงามความดีของเบาะ Vario Flex นี้ อเนกประสงค์เลิศเลอหลายประการมาก เริ่มจากข้อแรก เบาะนั่งจะถูกแบ่งเป็น 3 ชิ้น ปรับได้อิสระจากกัน ฝั่งซ้ายสุด และขวาสุด สามารถ "ปรับเลื่อนขึ้นหน้า หรือถอยหลังได้" โดยก้มลงไปยกก้านโยกปลดสลักล็อก เลื่อนเบาะขึ้นหน้า - ถอยหลังได้ ตามต้องการ

ต่อมา เบาะชิ้นกลาง สามารถพับพนักพิงลงมา เป็นที่วางแขน พร้อมช่องวางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า พื้นที่สำหรับวางแขน ข้างช่องวางแก้ว Skoda จะติดตั้งฟองน้ำ หุ้มด้วยผ้า เพื่อให้มีสัมผัสอ่อนนุ่ม กว่าปกติ เวลาที่เราต้องวางมือวางแขนอีกด้วย!! (นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ของการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อย)





นอกจากนี้ พนักพิงเบาะหลัง ทั้ง 3 ชุด ยังสามารถแยกพับพนักพิงลงมาได้ เพื่อเพิ้มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังโดยอาจจะต้องเอื้อมมือไปยกก้านโค้งสีเทา ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณจุดหมุนของพนักพิง และเบาะรองนั่ง อย่างที่เห็นอยู่ในรูปนี้ เพียงเท่านั้น คุณก็พับเบาะลงมาได้แล้ว (ด้านหลังพนักพิงเบาะแถว 2 มีขอเกี่ยวยึดตาข่ายกันสัมภาระไหลมากระทบผู้โดยสารตอนเบรกกระทันหันมาให้อีกด้วย)

หรือถ้าต้องการจะยกชุดเบาะให้ยกหงายขึ้นแบบรถตู้ ก็ทำได้เช่นกัน โดยเอามือ ล้วงลงไปยก ก้านโยกสีดำ ที่อยู่ใกล้กับพื้นรถ อย่างที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ดึงยกขึ้นมา





เท่านี้ ชุดเบาะนั่งก็จะยกขึ้นมาให้เห็นกันแบบนี้อย่างง่ายดาย...

แต่!! ยังไม่จบสิ้นแค่นั้น ถ้าคุณคิดว่าอยากจะยกชุดเบาะถอดออกไปกองในบ้าน เพื่อรองรับการขนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่เบ้อเร่อเบ้อร่า Skoda Yeti ก็พร้อมรองรับความต้องการของคุณได้อีก!!!

เห็นสลักสีแดง ที่ฐานเบาะในรูปนั่นไหมครับ? แค่ดึงสลักล็อก ทั้ง 2 ฝั่งนั่นออก คุณก็สามารถ ยกอุ้มชุดเบาะถอดออกจากตัวรถไปได้อย่างง่ายดายสะดวกโยธิน!!!! อยากจะบอกว่า นี่คือเบาะนั่งแถว 2 ที่อเนกประสงค์มากที่สุด เท่าที่ผมเคยเจอมาใน SUV ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ที่มีขายอยู่ในเมืองไทยทั้งหมด!!

Credit J!MMY
Copyright (c) 2011 Text and Pictures
All of Computer Graphic pictures & illustration
is use by permission of Skoda Auto
Use of such content either in part or in whole
without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
April 15th,2011








ดูข้อมูลส่วนตัว

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน  ข้อความ [หน้า 1 จาก 1]

Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ